Omakase

เชื่อว่านักชิมหรือนักชมอาหารญี่ปุ่นหลายคนนั้นช่วงนี้ต้องได้เคยประสบพบเจอกับคำว่า “โอมากาเสะ”   ผ่านหูผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าคำๆ นี้นั้น มีความหมายว่าอะไรและทำไมถึงได้ฮิตจนเป็นกระแสกันขนาดนี้ ถ้าสนใจล่ะก็เรามาดูเฉลยไปพร้อมๆ กันดีกว่า

คำว่า “โอมากาเสะ” (お任せ)  ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ไว้ใจได้เลย” หรือ “เชื่อมือได้เลย” ดังนั้น พอเป็นการทานอาหารแบบโอมากาเสะ จึงหมายถึงการที่ให้เชฟเลือกเมนูให้เรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเสิร์ฟอาหารตามใจเชฟนั่นเอง ในญี่ปุ่นมีการทานอาหารแบบโอมากาเสะมานานแล้ว แต่ว่าในไทยนั้นเพิ่งจะนิยมกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง สิ่งที่น่าสนใจของโอมากาเสะคือการที่เราจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากการนำเสนออาหารแบบต่างๆ ของเชฟ ที่ได้เลือกและรังสรรค์มาจากสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงหรือฤดูกาล ผ่านประสบการณ์ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของเชฟแต่ละคน

อาหารแต่ละจานที่นำเสนอมานั้นจะมีการไต่ระดับของรสชาติ ไล่เรียงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามแต่ละจาน เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของการทำอาหาร และเสน่ห์ที่ใครหลายคนชื่นชอบในโอมากาเสะก็คือการที่เราได้นั่งใกล้ชิดติดขอบโต๊ะ พร้อมสอดส่ายสายตามองเชฟค่อยๆ นำวัตถุดิบต่างๆ ขึ้นมารังสรรค์กันจะๆ ทุกเมนู และเนื่องจากโอมากาเสะนั้นเป็นการทานอาหารแบบที่เราไม่ได้เลือกเอง จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมีอาหารที่เราแพ้ หรือไม่ชอบรวมอยู่ด้วย ทว่าก่อนที่เชฟจะเริ่มการคอร์สนั้น เชฟจะทำการสอบถามเราก่อนเสมอว่าเราทานอะไรได้หรือไม่ได้ ดังนั้นหากมีอาหารอะไรที่แพ้หรือทานไม่ได้ ก็สามารถบอกเชฟได้โดยตรงเลย ส่วนอาหารที่เราอาจจะแค่ไม่ชอบหรือไม่อยากทาน กรณีนี้ขอแนะนำว่าให้ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เพราะอาหารแต่ละอย่างที่มาอยู่ในคอร์สนั้นเชฟได้คิดและเลือกมาดีที่สุดสำหรับเราแล้ว เพราะฉะนั้นการลองเปิดใจเพื่อลิ้มลองรสชาติของอาหารเมนูใหม่ๆ เหล่านั้น อาจจะทำให้เกิดความชื่นชอบหรือติดใจ จนได้เมนูที่โปรดปรานเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับร้านที่มีบริการแบบโอมากาเสะ นั่นก็คือ ร้านมักจะเป็นร้านที่รับลูกค้าจำกัด และแบ่งการทานเป็นรอบๆ เพื่อบรรยากาศและคงความพิถีพิถันไว้ ดังนั้นหากอยากทานโอมากาเสะขึ้นมา ขอแนะนำให้ติดต่อและจองรอบก่อนมาทานอาหาร จะได้ไม่พลาดความอร่อยอย่างแน่นอน