Month: December 2018

โอโคโนมิยากิ พิซซ่าที่ฉีกกฎความเป็นพิซซ่า

okonomiyaki

“โอโคโนมิยากิ” หรือที่คนไทยเราเรารู้จักกันในชื่อ “พิซซ่าญี่ปุ่น” นั้น เป็นหนึ่งในอาหารยอดฮิตจากแดนปลาดิบ หลายครั้งที่มีคนได้ยินคำว่าพิซซ่าญี่ปุ่นแล้วก็เกิดความสงสัยอยากจะลิ้มลองรสชาติสักครั้ง ทว่าเมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาของมันแล้ว กลับต้องร้องออกมาว่า “นี่มันไม่ใช่พิซซ่าที่ฉันรู้จักสักหน่อย!” เพราะอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้ เราจะมาหาคำตอบไปด้วยกัน

คำว่า “โอโคโนมิยากิ” เป็นการนำคำ 2 คำมารวมกัน คือคำว่า “โอโคโนมิ” ที่แปลว่า “สิ่งที่ชอบ” และ “ยากิ” ที่แปลว่า “ปิ้ง ,ย่าง” เมื่อรวมกันแล้วก็จะหมายถึง “การนำสิ่งที่ชอบมาปิ้งย่าง” เพราะแบบนั้นส่วนผสมต่างๆของโอโคโนมิยากิจึงมีหลากหลายมากมายตามความชอบของแต่ละคน ที่นิยมทำมาใส่กันก็จะมี เนื้อ หมู เบคอน ไข่ กะหล่ำปลี ปลาหมึก กุ้ง และชีส บางครั้งก็มีคนเรียกโอโคโนมิยากิว่า “แพนเค้กญี่ปุ่น”

ต้นกำเนิดของโอโคโนมิยากิ ว่ากันว่ามาจากโอซาก้าตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกมีชื่อว่า “โยโซคุยากิ” ที่หมายถึง “อาหารปิ้งย่างแบบตะวันตก”  โดยใช้แป้งแบบตะวันตกและเนื้อเป็นส่วนผสมหลัก ในสมัยนั้นถือว่าเป็นอาหารของคนธรรมดา กระทั่งในช่วงหลังสงครามโลก เนื้อสัตว์มีราคาแพง จึงได้เพิ่มส่วนผสมที่เป็นผักเข้าไป ส่วนเนื้อก็เปลี่ยนไปใช้ปลาหมึกหรืออาหารทะเลอื่นๆ แทนจนมีลักษณะใกล้เคียงกับปัจจุบัน และได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “โอโคโนมิยากิ”

โอโคโนมิยากิในญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบโอซาก้า(คันไซ) และแบบฮิโรชิม่า  โอโคโนะมิยากิแบบคันไซก็คือ นำส่วนผสมและวัตถุดิบทุกอย่างใส่ลงไปในแป้งคนรวมกันแล้วนำไปย่างบนกระทะ ส่วนโอโคโนมิยากิแบบฮิโรชิม่าจะมีลักษณะแบ่งเป็นชั้นๆ โดยชั้นแรกเป็นกะหล่ำปลีหั่นฝอย ส่วนชั้นต่อๆ ไปก็แล้วแต่ว่าชอบอะไรก็ใส่ได้ตามต้องการ แล้วก็ปิดท้ายด้วยไข่และซอสโอโคโนมิยากิ

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้คนที่ได้ยินคำว่าพิซซ่าแล้วจินตนาการว่าจะเหมือนพิซซ่าแบบอเมริกันหรืออิตาเลี่ยนที่ตนเคยทานมาต้องฝันสลายหายไปกับตาได้เลยทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ได้จะบอกว่าเจ้าโอโคโนมิยากิมันไม่อร่อยเสียทีเดียวนะ กลับกันเลยมันอร่อยมากในแบบของมันเองต่างหาก ถ้าคุณได้ลองอาจจะติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่เคยลิ้มลองราชาติ ก็ต้องหามาลองกันชิมให้ได้สักครั้ง ไม่อย่างนั้นจะเสียใจ

ทาโกะยากิ อาหารว่างยอดนิยมจากแดนปลาดิบ

Takoyaki

“ทาโกะยากิ”  เป็นอาหารที่คนรักอาหารญี่ปุ่นต้องรู้จัก เพราะนอกจากรสชาติที่อร่อยถูกปากและราคาที่จับต้องได้แล้ว ทาโกะยากิยังเป็นอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมที่คนฮิตกันไปทั่วโลกอีกด้วย เราจึงสามารถพบเจอทาโกะยากิตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหารญี่ปุ่นเอง หน้าโรงเรียน ตลอดจนงานเทศกาลยันร้านสะดวกซื้อ ณ จุดๆนี้ แล้วความเป็นมาของเจ้าก้อนกลมๆ ที่แสนอร่อยนี้เป็นมาอย่างไรนั้น เราไปดูกันเลย

ในภาษาญี่ปุ่น “ทาโกะ” หมายถึง ปลาหมึกยักษ์ (Octopus)  “ยากิ” หมายถึง ทอด ย่าง หรือปิ้ง ดังนั้น “ทาโกะยากิ” จึงหมายถึง การนำปลาหมึกยักษ์ไปผ่านการปรุงแบบทอด ย่าง หรือปิ้ง ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าก้อนกลมๆที่แสนอร่อยนี้

ประวัติของทาโกะยากิเริ่มจากสมัยเอโดะ ในปีค.ศ. 1935  พ่อค้าอาหารชื่อว่า เอ็นโดะ โทเมะกิชิ ได้ดัดแปลงอาหารญี่ปุ่นที่มีลักษณะคล้ายขนมครกญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “อะกะชิยากิ” โดยใส่แป้งทำขนมสำเร็จรูปที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งเศสเข้าไปในอาหารชนิดนี้ และที่เมืองโอซาก้านั้นมีปลาหมึกยักษ์เป็นจำนวนมากจึงเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้เกิดเป็นทาโกะยากิขึ้นมาและได้นำออกขายที่เมืองโอซาก้าเป็นที่แรก ในปัจจุบันนั้นที่ญี่ปุ่นทาโกะยากิเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ตามงานเทศกาลต่างๆ หลังเลิกงานชาวญี่ปุ่นก็ชื่นชอบที่จะไปสังสรรค์และกินเลี้ยงกันต่อ ทาโกะยากิก็เป็นของยอดฮิตที่จะสั่งมาเป็นกับแกล้ม และเนื่องจากเป็นอาหารที่เป็นที่นิยม ผนวกกับการหาวัตถุดิบและขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก บางครอบครัวก็ทำทาโกะยากิทานกันเองที่บ้าน และนั่นทำให้ทาโกะยากิของแต่ละบ้านมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป จากเดิมทีที่จะวางขายตามร้านรถเข็นริมถนน แต่พอมาตอนนี้ทาโกะยากิก็ได้มีการวางขายอย่างแพร่หลายทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงต่างประเทศทั่วโลก ทั้งยังวางขายตั้งแต่ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ จุดนี้เองที่เป็นการการันตีถึงความฮิตติดตลาดของอาหารว่างแสนอร่อยจากญี่ปุ่นชิ้นนี้

แค่นึกภาพทาโกะยากิก้อนกลมๆ ร้อนๆ สีน้ำตาลสวยราดด้วยซอสทาโกะยากิรสเข้ม ตามด้วยมายองเนสสีขาว โรยด้วยสาหร่ายป่นและปลาแห้งขูดเป็นแผ่นก็น้ำลายสอแล้ว กัดเข้าไปก็จะเจอชิ้นทาโกะหรือปลาหมึกยักษ์ข้างในอีก ช่างเป็นความอร่อยที่ลงตัวเกินจะบรรยาย เช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาหารชิ้นนี้ถึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก

 

โอมากาเสะ คำๆ นี้คืออะไร ทำไมผู้คนถึงติดใจ

Omakase

เชื่อว่านักชิมหรือนักชมอาหารญี่ปุ่นหลายคนนั้นช่วงนี้ต้องได้เคยประสบพบเจอกับคำว่า “โอมากาเสะ”   ผ่านหูผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าคำๆ นี้นั้น มีความหมายว่าอะไรและทำไมถึงได้ฮิตจนเป็นกระแสกันขนาดนี้ ถ้าสนใจล่ะก็เรามาดูเฉลยไปพร้อมๆ กันดีกว่า

คำว่า “โอมากาเสะ” (お任せ)  ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ไว้ใจได้เลย” หรือ “เชื่อมือได้เลย” ดังนั้น พอเป็นการทานอาหารแบบโอมากาเสะ จึงหมายถึงการที่ให้เชฟเลือกเมนูให้เรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเสิร์ฟอาหารตามใจเชฟนั่นเอง ในญี่ปุ่นมีการทานอาหารแบบโอมากาเสะมานานแล้ว แต่ว่าในไทยนั้นเพิ่งจะนิยมกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง สิ่งที่น่าสนใจของโอมากาเสะคือการที่เราจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากการนำเสนออาหารแบบต่างๆ ของเชฟ ที่ได้เลือกและรังสรรค์มาจากสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงหรือฤดูกาล ผ่านประสบการณ์ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของเชฟแต่ละคน

อาหารแต่ละจานที่นำเสนอมานั้นจะมีการไต่ระดับของรสชาติ ไล่เรียงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามแต่ละจาน เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของการทำอาหาร และเสน่ห์ที่ใครหลายคนชื่นชอบในโอมากาเสะก็คือการที่เราได้นั่งใกล้ชิดติดขอบโต๊ะ พร้อมสอดส่ายสายตามองเชฟค่อยๆ นำวัตถุดิบต่างๆ ขึ้นมารังสรรค์กันจะๆ ทุกเมนู และเนื่องจากโอมากาเสะนั้นเป็นการทานอาหารแบบที่เราไม่ได้เลือกเอง จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมีอาหารที่เราแพ้ หรือไม่ชอบรวมอยู่ด้วย ทว่าก่อนที่เชฟจะเริ่มการคอร์สนั้น เชฟจะทำการสอบถามเราก่อนเสมอว่าเราทานอะไรได้หรือไม่ได้ ดังนั้นหากมีอาหารอะไรที่แพ้หรือทานไม่ได้ ก็สามารถบอกเชฟได้โดยตรงเลย ส่วนอาหารที่เราอาจจะแค่ไม่ชอบหรือไม่อยากทาน กรณีนี้ขอแนะนำว่าให้ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เพราะอาหารแต่ละอย่างที่มาอยู่ในคอร์สนั้นเชฟได้คิดและเลือกมาดีที่สุดสำหรับเราแล้ว เพราะฉะนั้นการลองเปิดใจเพื่อลิ้มลองรสชาติของอาหารเมนูใหม่ๆ เหล่านั้น อาจจะทำให้เกิดความชื่นชอบหรือติดใจ จนได้เมนูที่โปรดปรานเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับร้านที่มีบริการแบบโอมากาเสะ นั่นก็คือ ร้านมักจะเป็นร้านที่รับลูกค้าจำกัด และแบ่งการทานเป็นรอบๆ เพื่อบรรยากาศและคงความพิถีพิถันไว้ ดังนั้นหากอยากทานโอมากาเสะขึ้นมา ขอแนะนำให้ติดต่อและจองรอบก่อนมาทานอาหาร จะได้ไม่พลาดความอร่อยอย่างแน่นอน