Category: General

โอโคโนมิยากิ พิซซ่าที่ฉีกกฎความเป็นพิซซ่า

okonomiyaki

“โอโคโนมิยากิ” หรือที่คนไทยเราเรารู้จักกันในชื่อ “พิซซ่าญี่ปุ่น” นั้น เป็นหนึ่งในอาหารยอดฮิตจากแดนปลาดิบ หลายครั้งที่มีคนได้ยินคำว่าพิซซ่าญี่ปุ่นแล้วก็เกิดความสงสัยอยากจะลิ้มลองรสชาติสักครั้ง ทว่าเมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาของมันแล้ว กลับต้องร้องออกมาว่า “นี่มันไม่ใช่พิซซ่าที่ฉันรู้จักสักหน่อย!” เพราะอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้ เราจะมาหาคำตอบไปด้วยกัน

คำว่า “โอโคโนมิยากิ” เป็นการนำคำ 2 คำมารวมกัน คือคำว่า “โอโคโนมิ” ที่แปลว่า “สิ่งที่ชอบ” และ “ยากิ” ที่แปลว่า “ปิ้ง ,ย่าง” เมื่อรวมกันแล้วก็จะหมายถึง “การนำสิ่งที่ชอบมาปิ้งย่าง” เพราะแบบนั้นส่วนผสมต่างๆของโอโคโนมิยากิจึงมีหลากหลายมากมายตามความชอบของแต่ละคน ที่นิยมทำมาใส่กันก็จะมี เนื้อ หมู เบคอน ไข่ กะหล่ำปลี ปลาหมึก กุ้ง และชีส บางครั้งก็มีคนเรียกโอโคโนมิยากิว่า “แพนเค้กญี่ปุ่น”

ต้นกำเนิดของโอโคโนมิยากิ ว่ากันว่ามาจากโอซาก้าตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกมีชื่อว่า “โยโซคุยากิ” ที่หมายถึง “อาหารปิ้งย่างแบบตะวันตก”  โดยใช้แป้งแบบตะวันตกและเนื้อเป็นส่วนผสมหลัก ในสมัยนั้นถือว่าเป็นอาหารของคนธรรมดา กระทั่งในช่วงหลังสงครามโลก เนื้อสัตว์มีราคาแพง จึงได้เพิ่มส่วนผสมที่เป็นผักเข้าไป ส่วนเนื้อก็เปลี่ยนไปใช้ปลาหมึกหรืออาหารทะเลอื่นๆ แทนจนมีลักษณะใกล้เคียงกับปัจจุบัน และได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “โอโคโนมิยากิ”

โอโคโนมิยากิในญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบโอซาก้า(คันไซ) และแบบฮิโรชิม่า  โอโคโนะมิยากิแบบคันไซก็คือ นำส่วนผสมและวัตถุดิบทุกอย่างใส่ลงไปในแป้งคนรวมกันแล้วนำไปย่างบนกระทะ ส่วนโอโคโนมิยากิแบบฮิโรชิม่าจะมีลักษณะแบ่งเป็นชั้นๆ โดยชั้นแรกเป็นกะหล่ำปลีหั่นฝอย ส่วนชั้นต่อๆ ไปก็แล้วแต่ว่าชอบอะไรก็ใส่ได้ตามต้องการ แล้วก็ปิดท้ายด้วยไข่และซอสโอโคโนมิยากิ

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้คนที่ได้ยินคำว่าพิซซ่าแล้วจินตนาการว่าจะเหมือนพิซซ่าแบบอเมริกันหรืออิตาเลี่ยนที่ตนเคยทานมาต้องฝันสลายหายไปกับตาได้เลยทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ได้จะบอกว่าเจ้าโอโคโนมิยากิมันไม่อร่อยเสียทีเดียวนะ กลับกันเลยมันอร่อยมากในแบบของมันเองต่างหาก ถ้าคุณได้ลองอาจจะติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่เคยลิ้มลองราชาติ ก็ต้องหามาลองกันชิมให้ได้สักครั้ง ไม่อย่างนั้นจะเสียใจ

ทาโกะยากิ อาหารว่างยอดนิยมจากแดนปลาดิบ

Takoyaki

“ทาโกะยากิ”  เป็นอาหารที่คนรักอาหารญี่ปุ่นต้องรู้จัก เพราะนอกจากรสชาติที่อร่อยถูกปากและราคาที่จับต้องได้แล้ว ทาโกะยากิยังเป็นอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมที่คนฮิตกันไปทั่วโลกอีกด้วย เราจึงสามารถพบเจอทาโกะยากิตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหารญี่ปุ่นเอง หน้าโรงเรียน ตลอดจนงานเทศกาลยันร้านสะดวกซื้อ ณ จุดๆนี้ แล้วความเป็นมาของเจ้าก้อนกลมๆ ที่แสนอร่อยนี้เป็นมาอย่างไรนั้น เราไปดูกันเลย

ในภาษาญี่ปุ่น “ทาโกะ” หมายถึง ปลาหมึกยักษ์ (Octopus)  “ยากิ” หมายถึง ทอด ย่าง หรือปิ้ง ดังนั้น “ทาโกะยากิ” จึงหมายถึง การนำปลาหมึกยักษ์ไปผ่านการปรุงแบบทอด ย่าง หรือปิ้ง ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าก้อนกลมๆที่แสนอร่อยนี้

ประวัติของทาโกะยากิเริ่มจากสมัยเอโดะ ในปีค.ศ. 1935  พ่อค้าอาหารชื่อว่า เอ็นโดะ โทเมะกิชิ ได้ดัดแปลงอาหารญี่ปุ่นที่มีลักษณะคล้ายขนมครกญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “อะกะชิยากิ” โดยใส่แป้งทำขนมสำเร็จรูปที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งเศสเข้าไปในอาหารชนิดนี้ และที่เมืองโอซาก้านั้นมีปลาหมึกยักษ์เป็นจำนวนมากจึงเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้เกิดเป็นทาโกะยากิขึ้นมาและได้นำออกขายที่เมืองโอซาก้าเป็นที่แรก ในปัจจุบันนั้นที่ญี่ปุ่นทาโกะยากิเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ตามงานเทศกาลต่างๆ หลังเลิกงานชาวญี่ปุ่นก็ชื่นชอบที่จะไปสังสรรค์และกินเลี้ยงกันต่อ ทาโกะยากิก็เป็นของยอดฮิตที่จะสั่งมาเป็นกับแกล้ม และเนื่องจากเป็นอาหารที่เป็นที่นิยม ผนวกกับการหาวัตถุดิบและขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก บางครอบครัวก็ทำทาโกะยากิทานกันเองที่บ้าน และนั่นทำให้ทาโกะยากิของแต่ละบ้านมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป จากเดิมทีที่จะวางขายตามร้านรถเข็นริมถนน แต่พอมาตอนนี้ทาโกะยากิก็ได้มีการวางขายอย่างแพร่หลายทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงต่างประเทศทั่วโลก ทั้งยังวางขายตั้งแต่ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ จุดนี้เองที่เป็นการการันตีถึงความฮิตติดตลาดของอาหารว่างแสนอร่อยจากญี่ปุ่นชิ้นนี้

แค่นึกภาพทาโกะยากิก้อนกลมๆ ร้อนๆ สีน้ำตาลสวยราดด้วยซอสทาโกะยากิรสเข้ม ตามด้วยมายองเนสสีขาว โรยด้วยสาหร่ายป่นและปลาแห้งขูดเป็นแผ่นก็น้ำลายสอแล้ว กัดเข้าไปก็จะเจอชิ้นทาโกะหรือปลาหมึกยักษ์ข้างในอีก ช่างเป็นความอร่อยที่ลงตัวเกินจะบรรยาย เช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาหารชิ้นนี้ถึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก

 

โอมากาเสะ คำๆ นี้คืออะไร ทำไมผู้คนถึงติดใจ

Omakase

เชื่อว่านักชิมหรือนักชมอาหารญี่ปุ่นหลายคนนั้นช่วงนี้ต้องได้เคยประสบพบเจอกับคำว่า “โอมากาเสะ”   ผ่านหูผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าคำๆ นี้นั้น มีความหมายว่าอะไรและทำไมถึงได้ฮิตจนเป็นกระแสกันขนาดนี้ ถ้าสนใจล่ะก็เรามาดูเฉลยไปพร้อมๆ กันดีกว่า

คำว่า “โอมากาเสะ” (お任せ)  ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ไว้ใจได้เลย” หรือ “เชื่อมือได้เลย” ดังนั้น พอเป็นการทานอาหารแบบโอมากาเสะ จึงหมายถึงการที่ให้เชฟเลือกเมนูให้เรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเสิร์ฟอาหารตามใจเชฟนั่นเอง ในญี่ปุ่นมีการทานอาหารแบบโอมากาเสะมานานแล้ว แต่ว่าในไทยนั้นเพิ่งจะนิยมกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง สิ่งที่น่าสนใจของโอมากาเสะคือการที่เราจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากการนำเสนออาหารแบบต่างๆ ของเชฟ ที่ได้เลือกและรังสรรค์มาจากสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงหรือฤดูกาล ผ่านประสบการณ์ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของเชฟแต่ละคน

อาหารแต่ละจานที่นำเสนอมานั้นจะมีการไต่ระดับของรสชาติ ไล่เรียงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามแต่ละจาน เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของการทำอาหาร และเสน่ห์ที่ใครหลายคนชื่นชอบในโอมากาเสะก็คือการที่เราได้นั่งใกล้ชิดติดขอบโต๊ะ พร้อมสอดส่ายสายตามองเชฟค่อยๆ นำวัตถุดิบต่างๆ ขึ้นมารังสรรค์กันจะๆ ทุกเมนู และเนื่องจากโอมากาเสะนั้นเป็นการทานอาหารแบบที่เราไม่ได้เลือกเอง จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมีอาหารที่เราแพ้ หรือไม่ชอบรวมอยู่ด้วย ทว่าก่อนที่เชฟจะเริ่มการคอร์สนั้น เชฟจะทำการสอบถามเราก่อนเสมอว่าเราทานอะไรได้หรือไม่ได้ ดังนั้นหากมีอาหารอะไรที่แพ้หรือทานไม่ได้ ก็สามารถบอกเชฟได้โดยตรงเลย ส่วนอาหารที่เราอาจจะแค่ไม่ชอบหรือไม่อยากทาน กรณีนี้ขอแนะนำว่าให้ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เพราะอาหารแต่ละอย่างที่มาอยู่ในคอร์สนั้นเชฟได้คิดและเลือกมาดีที่สุดสำหรับเราแล้ว เพราะฉะนั้นการลองเปิดใจเพื่อลิ้มลองรสชาติของอาหารเมนูใหม่ๆ เหล่านั้น อาจจะทำให้เกิดความชื่นชอบหรือติดใจ จนได้เมนูที่โปรดปรานเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับร้านที่มีบริการแบบโอมากาเสะ นั่นก็คือ ร้านมักจะเป็นร้านที่รับลูกค้าจำกัด และแบ่งการทานเป็นรอบๆ เพื่อบรรยากาศและคงความพิถีพิถันไว้ ดังนั้นหากอยากทานโอมากาเสะขึ้นมา ขอแนะนำให้ติดต่อและจองรอบก่อนมาทานอาหาร จะได้ไม่พลาดความอร่อยอย่างแน่นอน

การดูแลสุขภาพตัวเองในช่วงอายุก่อน 30

Vitamin

การดูแลสุขภาพของตัวเองนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ครับ เพราะถ้าเรานั้นไม่ดูแลสุขภาพของเราให้ดีแล้วนั้น ก็จะแย่ในช่วงที่เรานั้นอายุมากอย่างแน่นอนครับ และสำหรับการดูแลสุขภาพของตัวเองก่อน วัย 30 นั้น ก็ถือได้ว่าค่อนข้างสำคัญเป็นอย่างมากอีกด้วย ถึงแม้ว่าวัยก่อน 30 นั้น เราจะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรง และไม่จำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองมากนัก ก็ตาม แต่เมื่อใดที่คุณเข้าสู่วัย 30 ไปแล้วนั้น คุณจะรู้ทันทีเลยว่าร่างกายของคุณนั้นไม่ปกติ เหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่วันนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่า เราควรที่จะดูแลสุขภาพตัวเองในช่วงอายุก่อน30 ยังไงดี

Aging

เรียกได้ว่าเมื่อได้เข้าสู่วัย 30 แล้วนั้น ก็ถือได้ว่าค่อนข้างน่าใจหายเหมือนกัน สำหรับคนโสด ฮ่าๆ เพราะเข้า 30 ทีไร ก็มักจะมีเพื่อนมาแซวว่าใกล้ คาน ขึ้นมาทุกที ถึงแม้จะคาน เราก็มาดูแลตัวเองกันดีกว่า อย่างง่ายๆเบสิคๆเลยก็คือการออกกำลังกาย และอย่างที่ผมอยากแนะนำต่อจากนี้ก็คืออาหารการกิน ควรกินอาหารที่ดูแลตัวเอง เพื่อสุขภาพของคุณเอง ทานผัก และผลไม้ กินข้าว ไม่จำเป็นต้องกินกับน้ำพริก เราก็สามารถกินผักได้   กลับบ้านที หาเก็บผักตามสวน  แม่ชอบแซว  เอ็งเป็นหนอนเหรอ  เก็บผักมากินเป็นกาละมัง เวลาทาครีมบำรุง เราจะนวดและคลึงหน้า  มีแอบมาร์คหน้าด้วย ขมิ้น มะเขือเทศ  และน้ำผึ้ง วันไหนนั่งทำงาน หรือนั่งในรถก็มีบริหารหนังหน้าบ้าง  บิดปากไปมา ยกคิ้ว อะไรทำนองนั้น  ซึ่งคิดเอาเองว่าพอจะช่วยได้ มีออกกำลังกายบ้าง แต่นานๆ ครั้ง(สรุปเหมือนขยันช่วงแรกเลย) ที่ทำก็ประมาณนี้ แต่รู้สึกว่าช่วงนี้ผิวมันแห้งไป คงต้องบำรุงเยอะ  เพราะอีกไม่นานมันคงจะเหี่ยว หมั่นทาครีมที่หน้าทุกวัน พยายามทาตัวนิดหน่อย แบบว่างก ออกกำลังกาย เกือบทุกวัน เต้นแอโรบิค ช่วงก่อนอาบน้ำ หรือตอนเช้าเวลาวันไหนไม่ไปทำงาน และตอนเย็นวันเว้นวันทานอาหารเพื่อสุขภาพ สลัดผักสลับกับทานสุกี้ วันเว้นวัน เลยเชียว ทานปลาเยอะขึ้น พยายามทานไก่ เมื่อก่อนไม่ทานเลย แต่ท่องไว้โปรตีน ทานนม และน้ำเต้าหู้ทุกวัน เพื่อความเต่งตึงและกระดูกแข็งแรง  พยายามไม่เครียด ตลกวันละนิดจิตแจ่มใส สี่งสำคัญเลยก็คือ เลี่ยงอาหารมัน ทอด หรือกะทิ ทานมื้อเช้าแบบจัดเต็ม มื้อบ่ายทานแค่อาหารจานหลัก ไม่ทานของหวาน(ปรกติที่ทำงานจะมีของหวาน สำหรับมื้อเที่ยง) ส่วนเย็น ไม่ต้องงด เพียงแต่ให้งดแป้ง อาจจะเป็นอาหารเบาๆ เช่น ส้มตำ สลัด แกงจืด หรืองดได้ก็ดี ส่วนตัวแล้ว ให้ทานแต่ละมื้อน้อยๆ แต่ซอยย่อยทุกทุก 2 ชั่วโมง ออกกำลังกายเป็นประจำ

อาหารที่ช่วยเรื่องไขมันอุดตันในเส้นเลือด

foods-for-great-skin

ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโรค ที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อยเลยก็ว่าได้ครับ และที่สำคัญ เราก็ควรที่จะคำนึงถึง ความอันตรายของมันให้ดีๆ เพราะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างแน่นอนครับ และบอกได้เลยว่าวันนี้เราจะมาดูกันดีกว่าครับ อาหารที่ช่วยเรื่องไขมันอุดตันในเส้นเลือด นั้นมีอะไรบ้าง

โดยอาหารอย่างแรกที่จะช่วย คุณในเรื่องไขมันอุดตันในเส้นเลือด นั้นก็คือ กระเทียม ในกระเทียมสดมีสารอัลลิซินและอะโจอิน มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างสารคอเลสเตอรอลในร่างกาย ลดระดับไขมันในเส้นเลือด ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งป้องกันการอักเสบ และมีฤทธิ์ต้านการก่อไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้ ควรรับประทานกระเทียมให้ได้วันละ 1-2 หัว และต่อมาก็ ช็อกโกแลต มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการก่อตัวของคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในเลือดได้ โดยการศึกษาในปี 2007 ซึ่งตีพิมพ์ในเอกสารวิชาการ AJCN พบว่า เมื่อผู้ที่มีปัญหาไขมันในเส้นเลือดสูงรับประทานช็อกโกแลตติดต่อกัน 12 สัปดาห์ ก็พบว่ามีระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้นถึง 24% แต่ควรระวังไม่รับประทานช็อกโกแลตชนิดที่ผสมนมและน้ำตาล ควรเลือกรับประทานดาร์กช็อกโกแลต ชา ดื่มได้ทุกชา แนะนำให้ดื่ม ชาขาว ซึ่งมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระต่อต้านมะเร็ง แถมยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในเลือดได้อีกด้วย หรือจะเป็นชาดำก็ได้ ข้าวโอ๊ต ธัญพืชเป็นแหล่งของคาร์บโบไฮเดรตที่ดี อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุต่างๆ ช่วยลดความอ้วนได้ดี มีไฟเบอร์สูงช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วย ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ด้วย ถั่วเปลือกแข็ง อาทิ อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วลิสง รวมทั้งถั่วเปลือกแข็งชนิดอื่น ๆ ล้วนดีต่อสุขภาพหัวใจ แถมยังพบอีกด้วยว่าการรับประทานเพียงวันละ 60 กรัมสามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือดได้ ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองสามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือดได้ โดยการรับประทานถั่วเหลืองวันละ 25 กรัมก็สามารถระดับลดไขมันเลือดได้ถึง 5-6% ไวน์แดง

Red Wine

มีการศึกษาพบว่าการดื่มไวน์แดงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกายได้ และได้รับคุณประโยชน์จากองุ่น ดื่มได้วันละไม่เกิน 1-2 แก้ว ระวังไม่ดื่มเยอะเกินไปก็อาจทำให้เมาและมีผลเสียมากกว่ามีผลดีพริกไทยดำ มีสารสำคัญคือไปเปอรีน สามารถลดการซึมผ่านของโคเลสเตอรอลจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด ข่า มีน้ำมันหอมระเหยและ ชาดำ มีสารกลุ่มแทนนินช่วยต้านกระบวนการย่อยสลายไขมันในลำไส้ของเอนไซม์ไลเปสจากตับอ่อน (pancreatic lipase activity) ทำให้ไขมันที่บริโภคไม่สามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ และถูกขับออกมากับกากอาหารอื่น มีการทดลองในหนูที่มีไขมันสูง พบว่าข่าสามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิด